ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นนักลงทุนที่มีชื่อเสียงจากแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing หรือ VI) และการถือหุ้นในระยะยาว สำหรับนักลงทุนที่อยากเรียนรู้แนวคิดของเขา คำถามที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ ถือหุ้นอะไรบ้าง และหุ้นเหล่านั้นสะท้อนกลยุทธ์การลงทุนแบบ VI อย่างไร?
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร คือใคร
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ชื่อเล่น เต่า เกิดวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2496 เป็นนักลงทุน พิธีกร และวิทยากรที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI คนแรกในประเทศไทย เขาเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายผ่านการเขียนหนังสือ การแปลหนังสือ และการบรรยายเพื่อชักชวนนักลงทุนเลิกเก็งกำไรแบบไร้หลักการ แล้วหันมาลงทุนอย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น

อ้างอิง: Forbes Thailand
จากวิศวกรโรงงานน้ำตาลสู่ปริญญาเอกการเงินที่สหรัฐฯ
ด้วยนิสัยประหยัดอดออมมาตั้งแต่เด็ก รายได้จากการเป็นวิศวกรโรงงานน้ำตาลส่วนหนึ่งจึงถูกแบ่งเก็บเพื่อศึกษาต่อ เขาเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ นิด้า ควบคู่กับการทำงาน ก่อนตัดสินใจลาออกเพื่อไปเรียนปริญญาเอกสาขาการเงินที่ มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา จนสำเร็จการศึกษาและกลับมาเดินเส้นทางการลงทุนอย่างเต็มตัว
เส้นทางสู่การเป็นกูรูนักลงทุนคุณค่าที่คนไทยรู้จัก
หนังสือของเขาอย่าง ตีแตก, คู่มือคนอยากรวย (เจ้าเก่า), ลงทุนเพื่อชีวิตด้วยหุ้น และ เคล็ดลับเซียนหุ้นพันธุ์แท้ ถือเป็นหนังสือลงทุนแนว VI รุ่นแรกๆ ของเมืองไทย ขณะที่ชื่อของเขาปรากฏเป็นประจำในสื่อเศรษฐกิจและรายการโทรทัศน์อย่าง Money Talk ทำให้เขากลายเป็นกูรูที่นักลงทุนรุ่นหลังยึดเป็นแบบอย่างมาอย่างยาวนาน
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถือหุ้นอะไรบ้าง อัปเดตพอร์ตล่าสุด
ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ยืนยันว่าดร.นิเวศน์ยังคงถือหุ้น QH จำนวน 250 ล้านหุ้น และ TCAP จำนวน 14 ล้านหุ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การคาดการณ์เงินปันผลของปี 2569 จากนักวิเคราะห์อยู่ที่หุ้นละ 0.10 บาทสำหรับ QH และ 3.50 บาทสำหรับ TCAP รวมเป็นเงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับในปีนี้ราว 74 ล้านบาท
ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ยอดจ่ายจริง และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามมติผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัท
มองพอร์ตภาพรวมข้ามหุ้นไทย หุ้นโลก และหุ้นเวียดนาม
สิ่งที่น่าสนใจกว่าหุ้นแต่ละตัวคือโครงสร้างพอร์ตภาพรวม จากการนำเสนอแนวคิดลงทุนปี 2025 ที่รวบรวมไว้โดย Finnomena ดร.นิเวศน์เปรียบพอร์ตเสมือนทีมฟุตบอลที่ต้องมีทั้งกองหลัง กองกลาง และกองหน้า โดยจัดสรรหุ้นไทย หุ้นโลก และหุ้นเวียดนามอย่างละ 30% ของพอร์ต พร้อมเงินสดอีก 10%
ทั้งนี้เขาเปิดเผยว่าได้ปรับลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดหุ้นไทยลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยขาดแรงส่งเชิงโครงสร้าง รายละเอียดของสัดส่วนแต่ละส่วนสรุปไว้ในกราฟิกด้านล่าง
📊 โครงสร้างพอร์ต 30-30-30-10 ตามแนวคิดปี 2025
แตะแต่ละแถบเพื่อดูบทบาทของส่วนนั้นในพอร์ต
🏛️ หุ้นไทย 30% — กองหลัง
🌍 หุ้นโลก 30% — กองกลาง
🔥 หุ้นเวียดนาม 30% — กองหน้า
🛡️ เงินสด 10% — กันชน
เปรียบเทียบพอร์ตกับโครงสร้างทีมฟุตบอล ตามการนำเสนอของดร.นิเวศน์ผ่านสื่อในปี 2025 และอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
วิเคราะห์กลยุทธ์ VI ถือยาว ดร นิเวศน์ ถือหุ้น เพื่ออะไร
การวิเคราะห์รายชื่อหุ้นของดร.นิเวศน์จะเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อมองผ่านปรัชญาการลงทุนที่เขาเผยแพร่มาโดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากนักเก็งกำไรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ลงทุนเฉพาะธุรกิจที่เข้าใจและถือระยะยาวเพื่อเก็บปันผล
หุ้นทั้งห้าตัวเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก การเงิน อสังหาริมทรัพย์ สื่อโฆษณา และพลังงาน สะท้อนหลักการที่เขาย้ำเสมอว่าให้ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ
โดยเป้าหมายหลักไม่ใช่กำไรจากราคาในระยะสั้น แต่คือกระแสเงินปันผลที่สม่ำเสมอพอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งตรงกับวลีที่เขาเคยเล่าว่าตอนเริ่มลงทุน เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องรวย ขอเพียงมีเงินปันผลใช้จ่ายก็พอแล้ว
กระจายพอร์ตข้ามประเทศและเผื่อเงินสดเป็นกันชน
การแบ่งพอร์ตเป็น 30-30-30-10 แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นนักลงทุนที่เชื่อมั่นในหลักการ VI แต่เขาไม่ปล่อยให้พอร์ตผูกกับโชคชะตาของตลาดเดียว หุ้นไทยถูกมองเป็นฐานรายได้ประจำ หุ้นโลกช่วยลดความเสี่ยงเชิงประเทศ หุ้นเวียดนามทำหน้าที่สร้างการเติบโตระยะยาว และเงินสดสิบเปอร์เซ็นต์ทำหน้าที่กันชันที่หลายนักลงทุนมองข้าม
รากฐานจิตวิทยาการออมที่สืบทอดมาตั้งแต่เด็ก
อีกเสาหลักที่ทำให้กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลคือวินัยการประหยัดอดออมที่เขาปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะมีเงินเดือนระดับสูงหรือชื่อเสียง โดยเคยเล่าว่าสมัยทำงานเป็นวิศวกร เขาแบ่งเงินบางส่วนส่งให้ที่บ้าน และบางส่วนเก็บสะสมเพื่อไปลงทุนกับการศึกษาของตัวเอง แนวคิดเริ่มออมก่อนแล้วจึงลงทุนจึงเป็นรากฐานที่ทำให้พอร์ตเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากว่าสี่ทศวรรษ
ข้อควรระวังเมื่อนำพอร์ตเซียนมาอ้างอิง
แม้การดูว่าเซียนถือหุ้นอะไรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ แต่ผู้เล่นใหม่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของข้อมูลประเภทนี้ก่อนเสมอ
พอร์ตของผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่คำแนะนำซื้อขาย
- ข้อมูลผู้ถือหุ้นเป็นภาพย้อนหลังที่อาจช้ากว่าปัจจุบันหลายเดือน ไม่ทราบว่าเจ้าของพอร์ตเพิ่งซื้อหรือถือมานานแค่ไหน
- ต้นทุนและราคาที่เซียนเข้าซื้อแตกต่างจากผู้ที่ซื้อตามทีหลัง ผลตอบแทนที่ได้จึงไม่เหมือนกันแม้ถือหุ้นตัวเดียวกัน
- ความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ขึ้นกับฐานะ รายได้ และระยะเวลาลงทุน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มองไม่เห็นจากตารางผู้ถือหุ้น
ตรวจสอบข้อมูลได้จากแหล่งทางการ
ผู้ที่ต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของพอร์ตรายใหญ่สามารถตรวจสอบได้จากรายงานผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่บริษัทจดทะเบียนเผยแพร่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงรายงาน 56-1 โดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยและถูกต้องที่สุด มากกว่าอาศัยข่าวสารต่อๆ กันมา
บทสรุป
โดยสรุป ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแนว VI ถือหุ้นไทยที่ครอบครัวลงทุนอยู่ 5 ตัว ได้แก่ CPALL, TCAP, QH, MC และ BCP คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4.58 พันล้านบาท และรับเงินปันผลรวมกว่า 230 ล้านบาทต่อปีตามข้อมูลปี 2568 ขณะที่พอร์ตการลงทุนภาพรวมกระจายไปยังหุ้นไทย หุ้นโลก และหุ้นเวียดนามอย่างละ 30% พร้อมถือเงินสดอีก 10% สะท้อนแนวคิดการลงทุนระยะยาวและการกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ นักลงทุนควรใช้ข้อมูลพอร์ตดังกล่าวเพื่อศึกษาแนวทางการลงทุนเท่านั้น ไม่ควรตัดสินใจซื้อขายตามโดยตรง และควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการก่อนลงทุนทุกครั้ง
